จะเป็นอย่างไร กับ อนาคตของ ผีแดง

19/04/2022

 แมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบแทบจะผูกขาดอยู่เพียงทีมเดียว ขณะที่คู่แค้นตลอดชาติอย่าง ลิเวอร์พูล นั่งเบียดกับความตกต่ำ ผมมานั่งทบทวนดูว่ามีตอนไหนบ้างที่พวกเขาพ่ายแพ้ในศึกแดงเดือดแบบ “คนละชั้น” เหมือนในตอนนี้

 คือต่อให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรขนาดไหน ลิเวอร์พูล ก็สามารถสร้างความลำบากใจให้ลูกทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้อยู่เป็นนิจ

    ต่อให้แพ้ก็แพ้แบบสมศักดิ์ศรี ไม่มีการแพ้แบบราบคาบ แพ้แบบสู้ไม่ได้ แพ้แบบน่าอับอาย หรือแพ้บอลคนละตีนเช่นนี้

    เช่นเดียวกันกับตอนที่ ลิเวอร์พูล เป็นมหาอำนาจลูกหนังอังกฤษในยุคที่ผมอุทิศวิญญาณให้ปีศาจแดงใหม่ๆ

    แม้น แมนฯ ยูไนเต็ด และนาทีนั้นจะเป็นเพียงทีมระดับกลางๆ ของตารางที่ไม่มีลุ้นความสำเร็จอะไร แต่เวลาทำศึกแดงเดือด พวกเขาก็สู้ตายถวายหัว ทุ่มเทเต็ม 80,000 ตีนถีบพลางยัดเยียดความปราชัยให้เจ้าของสมญา “เรด แมชชีน” เป็นประจำ

    พูดง่ายๆ ไม่ว่าใครจะครองความเป็นมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ เวลาปะทะกันบนฟลอร์หญ้า ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันง่ายๆ เพราะคำว่า “ศักดิ์ศรี” มันค้ำคอ

    แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ใคร แพ้ได้ แต่ห้ามแพ้ ลิเวอร์พูล

    ลิเวอร์พูล แพ้ใคร แพ้ได้ แต่ห้ามแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 

    ตัดภาพกลับมาในยุคปัจจุบัน

    แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีปัญญาเอาชนะ ลิเวอร์พูล ในลีกสูงสุดมานานถึง 8 เกมติดต่อกันแล้วนะครับ-ขอโทษ

โชคดีนะ....เอริค!!!

    ชัยชนะขบวนล่าสุดของพวกเขาในศึกแดงเดือดบังเกิดขึ้นที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อฤดูกาล 2017-18 ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งนับตั้งแต่ผมเป็นเด็กผีมา นี่คือระยะเวลาอันยาวนานที่สุดแล้ว แถมยังไม่รู้เหมือนกันว่าสถิติมันจะยืดยาวออกไปอีกไกลขนาดไหน แล้วจะหยุดลงเมื่อไหร่

    ไม่ใช่แค่ศักยภาพของทีม ไม่ใช่แค่รูปแบบการเล่น และไม่ใช่แค่ฟอร์มการเล่น

    เรื่องของจิตวิญญาณก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง !!!

    ขณะที่พวก เดอะ ค็อป วิ่งกันพล่านในจังหวะโลหะมรณะ เพื่อบดขยี้ปีศาจแดงให้สิ้นซาก 

    ผู้เล่นพันธุ์อสูรชุดปัจจุบันกลับงอมืองอตีนทำหน้าเหมือนปลาตายใต้แสงจันทร์ โดยไม่แสดงอาการขัดขืนพลางปล่อยให้เจ้ากรรม-นายเวรของตัวเองกระทำชำเราอย่างเมามัน

    เรียนตามตรงว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ผู้ชมทางบ้านอย่างผมเห็นเมื่อตอนกลางดึกคืนวันอังคารที่ผ่านมา เหมือนทีมอะไรไม่รู้ที่เอาเครื่องแบบของปีศาจแดงมาสวมใส่

    ถุยยยยย !!!

    ข้อดีของการแพ้คู่อริตลอดชาติแบบไป-กลับ ด้วยสกอร์รวม 9-0 คือมันสะท้อนความจริงให้ทุกคนเห็นอย่างคมชัดว่าพลพรรคปีศาจแดงชุดนี้มีความเละเทะมากขนาดไหน

    เกมรับ-เกมรุกบัดซบพอๆ กัน เล่นไม่เป็นระบบ สะเปะสะปะ ไร้รูปแบบ แถมใจไม่สู้อีกต่างหาก

    หลังจบเกม รอย คีน งัดเลื่อยไฟฟ้าออกมายัดเข้าไปในรูดากผู้เล่นพันธุ์อสูรชุดนี้ด้วยคำพูดที่ว่า…ทุกอย่างมันพังยับเยินไปหมดแล้ว

    คิดง่ายๆ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังใช้ผู้เล่นที่ไม่ยอมทิ้งหัวใจให้สโมสร ยกตัวอย่างเช่น ปอล ป็อกบา ที่กำลังจะเลื้อยตูดออกไป หรือ 

    เนมานย่า มาติช ที่ประกาศขอลาออกจากทีมล่วงหน้า

    ส่วนนักเตะที่พยายามดิ้นรนและต่อสู้แบบสุดฤทธิ์คือ เจสซี่ 

    ลินการ์ด ที่ความสามารถไม่ถึง

    แล้วมึงจะไปสู้เขาได้อย่างไร ???

    มิหนำแพ้แล้วก็ยังมีหน้าไปกอดกับคู่แข่งอย่างดูดดื่มเหมือนไม่รู้สึกรู้สา ก่อนใช้คำพูดหล่อๆ โพสต์ลงในโลกโซเชี่ยลประมาณว่า…เราจะรวมพลังกันใหม่ เราจะกลับมาใหม่ เราล้มแล้วต้องลุกให้ได้ อะไรของพวกมึ๊งงงงงง

    จัดเป็นอะไรที่น่าอัปยศและอดสูยิ่งนัก

    พลันนึกถึงคำพูดของอดีตกัปตันทีมปีศาจแดงผู้นี้ที่เคยหล่นเอาไว้ว่าก็ผู้เล่นชุดเดียวกันนี่แหละที่ทำให้ยอดกุนซืออย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องเสียหมา

    ก่อนยืนยันหนักแน่นว่า…เสือดาวไม่มีวันเปลี่ยนลาย

โชคดีนะ....เอริค!!!

    ขณะที่ ราล์ฟ รังนิค ให้ปากคำหลังความปราชัยอย่างย่อยยับแบบมีนัยยะสำคัญ

    ในฐานะที่กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็น “ที่ปรึกษา” ของสโมสร – กุนซือเจ้าของสมญา “เดอะ โปรเฟสเซอร์” พูดตรงๆ ว่าในการสร้างทีมใหม่อาจต้องใช้ผู้เล่นใหม่ถึง 10 คน

    ตีความได้ว่าผู้เล่นชุดปัจจุบันมันเละเทะเกินจะเยียวยาจนต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งทีมเหมือนที่ รอย คีน ว่าเอาไว้นั่นแหละ 

    ค่อนข้างแน่นอนแล้วนะครับว่า เอริค เทน ฮาก คือผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลหน้า

    ถามว่าทำไมถึงต้องเป็นกุนซือชาวดัตช์ผู้นี้ ???

    หากดูจากประวัติการทำงานที่ผ่านมา คุณจะพบว่าเขาหาใช่ผู้จัดการทีมระดับอ๋องที่ติดทำเนียบ 20 กุนซือยอดเยี่ยมในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ 

    ความสำเร็จก็มิได้มากมายก่ายกองอะไร และไม่ใช่กุนซือเทวดา

    แต่สิ่งที่ชัดเจนเสมอหนึ่งสัญลักษณ์ของ เอริค เทน ฮาก คือการเป็นกุนซือที่จัดอยู่ในประเภท “ผู้สร้าง” มากกว่า “ผู้ซื้อ”

    และสำหรับเขา “ระบบการเล่น” สำคัญมากกว่า “ความสามารถเฉพาะบุคคล”

    หมายความว่าที่เบื้องบนของสโมสรเลือกผู้จัดการทีมวัย 52 ขวบผู้นี้ ด้วยพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าจัดอยู่ในประเภท “ผู้สร้าง” เช่นเดียวกับ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ และเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยต้องการให้ เอริค เทน ฮาก เข้ามา “รีเซ็ต” ทุกอย่างใหม่หมดแล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ หลังจากเสียเวลาไป 9 ปี นับตั้งแต่คุณป๋าอำลาตำแหน่ง 

โชคดีนะ....เอริค!!!

    กุนซืออย่าง ซีเนดีน ซีดาน, โรแบร์โต้ มันชินี่ หรือแม้แต่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อาจมีชาติตระกูลสูงกว่าก็จริง แต่ก็เป็นกุนซือที่จัดอยู่ในประเภท “แดกด่วน” ไม่ใช่กุนซือที่จะเข้ามาฝังหนอกอยู่กับทีมแล้วค่อยๆ วางรากฐานพลางสร้างระบบ เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    สมอหนึ่งเบื้องบนของสโมสรปีศาจแดงเริ่มมีดวงตาที่เห็นธรรมพอๆ กับเข้าใจในวัฒนธรรมของสโมสร

    ปัญหาคือผู้เล่นส่วนใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดปัจจุบันที่ เอริค เทน ฮาก กำลังจะเข้ามาเป็นเจ้านายก็คือผู้เล่นชุดที่ห่วยแตกและน่าอับอายที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์อันหลงเหลือมาจาก เดวิด มอยส์, หลุยส์ ฟาน กัล, โชเซ่ มูรินโญ่, โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และราล์ฟ รังนิค นั่นแหละ

    ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ตลาด หรือ 2 ตลาด ไม่มีทางที่ไอ้พวกเจ้าของทีม และผู้บริหารทีมเฮงซวยที่ไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลของ แมนฯ ยูไนเต็ด มันจะมอบนักเตะใหม่ให้ เอริค เทน ฮาก ถึง 10 คน ด้วยคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าความสุขของแฟนบอล

    ฉะนั้น & ฉะนี้

    หากยังคงเป็นขุมกำลังชุดเดิม เพิ่มเติมเพียงไม่กี่ตำแหน่ง แค่เปลี่ยนผู้จัดการทีมคนใหม่ มันก็เท่านั้นแหละครับคุณ 

โชคดีนะ....เอริค!!!

    อย่าลืมว่าลวดลายบนตัวเสือดาวมันไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตามที่อดีตดาวเตะผู้เป็นสถาบันแห่งความหฤห่ามเคยกล่าวเอาไว้

    ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องถลกหนังออกทั้งตัว

    เอริค เทน ฮาก คงเสกให้ผู้เล่นใจปลาซิวชุดนี้แปลงร่างเป็นโคตรทีมไม่ได้แน่นอน

    การบูรณะทีมใหม่ในอีกมุมหนึ่งจึงอาจเป็นเพียงโปรเจ็กต์หลอกขายฝันให้บรรดาเด็กผีอดทนรอต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับความหวังลมๆ แล้งๆ ไปวันๆ 

    ขอโทษทีช่วงนี้ผมชอบมองโลกในแง่ร้าย

    สุดท้าย เอริค เทน ฮาก อาจเป็นเพียงผู้จัดการทีมอีกคนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ต่างจาก เดวิด มอยส์, หลุยส์ ฟาน กัล, โชเซ่ มูรินโญ่, โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และราล์ฟ รังนิค ก็..เป็น..ได้

    ทันใด…เสียงเพลงยุค 90 เพลงนั้นก็ล่องลอยมากระทบโสตประสาทอีกครั้ง

    “ต่างคนต่างพูดไม่ออก ได้แต่มองตาเท่านั้น”

    ก๊อดแดมน์ ดัมพ์ชิต สติวปิด แอนด์ มาเธอร์ฟัคเกอร์